มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

สร้างสังคมแห่งโอกาส และสร้างความสามารถแก่สังคม

ถัดไป →


การจัดการความรู้ด้านการวิจัย “เทคนิคการการเขียนโจทย์วิจัยอย่างไรให้ได้ทุนวิจัยจากภายนอก” มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ประจำปีการศึกษา 2560



ลำดับ


องค์ความรู้ที่ได้จาก KM



วิธีการปฏิบัติ


ผลจากการปฏิบัติ

1

 สืบค้นแหล่งให้ทุนวิจัย

 แหล่งทุนวิจัยมีทั้งที่เป็นภาครัฐ และเอกชน เช่น วช. สกอ. สกว. คอบช. ฯลฯ และหน่วยงานอื่น ๆ ดังนั้นนักวิจัยควรรู้ช่วงเวลาการขอทุนล่วงหน้ารวมทั้งเงื่อนไขของแหล่งทุนแต่ละแห่งเพื่อให้มีเวลาเพียงพอในการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัย


สามารถเลือกแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยให้เหมาะสมกับงานวิจัย 

2

สำรวจความรู้และความถนัดของตนเอง

 ผู้วิจัยต้องสำรวจตนเองให้แน่ชัดว่ามีความสนใจหรือมีความถนัดในงานวิจัยด้านใด อาจเป็นสาขาที่จบการศึกษามาโดยตรง หรือสาขาอื่น ๆ ที่มีความสนใจเป็นพิเศษก็เป็นได้ ปัจจุบันการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย   นอกจากจะต้องได้องค์ความรู้ที่เป็นผลจากงานวิจัยโดยตรงแล้ว ยังต้องแสดงให้เห็นถึงกลุ่มคนที่จะนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ Input (ปัจจัยการวิจัย) Process (กระบวนการวิจัย) Output (ผลการวิจัย) และ Outcome (ผลลัพธ์หรือผลกระทบจากการวิจัย)



ทราบความสนใจ ทราบความถนัด ทราบบุคคลหรือหน่วยงานที่สามารถสนับสนุนในการดำเนินการวิจัย เรื่องนั้นๆ 

3

 หาพันธมิตร

เมื่อได้หัวข้องานวิจัยหรือปัญหาที่ทำให้ต้องวิจัยแล้ว ผู้วิจัยควรหาพันธมิตร เช่น นักวิจัยต่างสาขาวิชา               ที่สามารถบูรณาการให้งานวิจัยแก้ปัญหานั้น ๆ ได้ครอบคลุมเพียงพอที่จะทำให้งานวิจัยน่าสนใจมากยิ่งขึ้น หากเป็นงานวิจัยชุมชนหรือการวิจัยเชิงพื้นที่ควรมีบุคคลหรือหน่วยงานที่สามารถสนับสนุนให้การดำเนินการวิจัยเรื่องนั้น ๆ เป็นไปได้


สร้างเครือข่าย ชุมชนนักวิจัย โดยรุ่นพี่/นักวิจัยเป็นผู้นาทางเรียนรู้จากรุ่นพี่ 

4. ศึกษางานวิจัยที่เคยได้รับทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนที่จะเขียนโครงการวิจัยเพื่อขอรับทุนสนับสนุน 

5. สร้างเครือข่ายกับแหล่งทุน สร้างเครือข่ายกับกลุ่มเพื่อนนักวิชาการ 


4.

ค้นคว้าและศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย

 ผู้วิจัยควรออกแบบโครงการวิจัยบนพื้นฐานของการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย            เพื่อหลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำซ้อน และเพื่อแสดงให้เจ้าของแหล่งทุนเห็นว่าผู้วิจัยทำการบ้านมาเป็นอย่างดี การสืบค้นงานวิจัยสามารถสืบค้นได้หลายแหล่ง หากเป็นงานวิจัยในประเทศแหล่งสืบค้น                เช่น Thai Digital Collection (TDC) หรือจากฐานข้อมูลที่เป็นสากล เช่น https://scholar .Google .com/




การค้นคว้าและศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง                   กับงานวิจัย ช่วยให้นักวิจัยสามารถทราบข้อมูลพื้นฐานที่จะใช้ในการเขียนงานวิจัย อีกทั้ง                    ยังช่วยให้ผู้วิจัยสามารถตีโจทย์วิจัยได้  

5.

การเขียนโครงร่างงานวิจัยให้น่าสนใจ

การจัดเตรียมโครงร่างงานวิจัยให้น่าสนใจขึ้นอยู่กับ Theme หรือวัตถุประสงค์เฉพาะของแหล่งทุนนั้น ๆ ที่สำคัญคือ ต้องทำตามรูปแบบของแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัย ซึ่งส่วนใหญ่มีรูปแบบและหัวข้อที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้ 

1. ชื่อโครงการวิจัย 

        ควรตั้งชื่อโครงการวิจัยให้น่าสนใจ กระชับ อ่านแล้วเข้าใจง่าย สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ หรือแหล่งทุนสนับสนุน อาจเป็นเรื่องที่ทันสมัยหรือทันต่อเหตุการณ์ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ท้าทายต่อการแก้ไขปัญหา และสามารถทำวิจัยได้ภายในเวลาที่กำหนด 

2. ชื่อคณะผู้วิจัย 

     หากงานวิจัยต้องใช้สหวิทยาการในแก้ไขปัญหา ควรแสดงให้เห็นคุณสมบัติของทีมวิจัยว่ามีความพร้อมหรือมีประสบการณ์เพียงพอในการดำเนินงานวิจัย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย รายละเอียดส่วนนี้มักปรากฏแนบท้ายของโครงร่างงานวิจัย



ผู้วิจัยสามารถเขียนโครงร่างงานวิจัย ตรงตามรูปแบบของแหล่งทุนสนับสนุน



 3. ที่ปรึกษาโครงการวิจัย 

      ที่ปรึกษาโครงการวิจัยอาจมีหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่ให้ทุนสนับสนุน หากจำเป็นต้องมี ควรพิจารณาจากประสบการณ์การทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัยเป็นหลัก 

4. ที่มาและความสำคัญของปัญหา 

      ผู้วิจัยควรอธิบายให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องทำงานวิจัยนั้น ๆ อาจชี้ให้เห็นถึงปัญหาและผลเสียที่ตามมาหากปัญหานั้น ๆ ไม่ได้รับการแก้ไข หรือเขียนให้เห็นถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับในวงกว้าง ไม่ใช่เฉพาะตัวผู้วิจัยหรือคณะผู้วิจัย อาจมาจากการแย้งกับแนวคิดหรือทฤษฎีเดิมที่เคยเชื่อถือกันมาในสาขานั้นๆ ในบางแหล่งทุนสนับสนุนอาจต้องมีผลงานวิจัยเบื้องต้นของผู้ขอทุนที่สอดคล้องกับเรื่องที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเพื่อชักจูงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของผู้วิจัยและแสดงให้เห็นถึงแนวโน้ม   รวมทั้งความเป็นไปได้ที่งานวิจัยจะสำเร็จ 








5. วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย 

    ควรเขียนลำดับเป็นข้อ ๆ อย่างชัดเจน ไม่คลุมเครือ อาจเขียนแสดงวัตถุประสงค์หลักและตามด้วยวัตถุประสงค์ย่อย หรือเขียนตามลำดับขั้นตอนของงานวิจัย 

6. แนวคิดหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 

       เขียนให้เห็นว่าผู้วิจัยได้ศึกษาเรื่องนั้นๆ มาเป็นอย่างดี มีการค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยการจัดกลุ่มวิเคราะห์ สังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี หลักการต่างๆ เพื่อให้เจ้าของแหล่งทุนมองเห็นแนวทางในการศึกษาวิจัยร่วมไปกับผู้วิจัย อาจจัดลำดับหัวข้อหรือเนื้อเรื่องที่เขียนตามตัวแปร          ที่ศึกษาและเรียงตามลำดับเวลา เพื่อให้เห็นพัฒนาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับประเด็นปัญหา ผู้วิจัยควรสรุปประเด็นสำคัญเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดทฤษฎีทั้งในส่วนที่สอดคล้องกัน ขัดแย้งกัน และ   ส่วนที่ยังไม่ได้รับการศึกษา หากเตรียมข้อมูลแนวคิดหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องได้ชัดเจนจะช่วยให้การเขียนส่วนที่เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและเอกสารอ้างอิง               ได้สมบูรณ์ รวมทั้งการตั้งสมมติฐานของงานวิจัยชัดเจนยิ่งขึ้น 




7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 

      เขียนเป็นข้อ ๆ ให้ล้อกับวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย พยายามแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการนำผลที่ได้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเชิงวิชาการ การตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับชาติหรือนานาชาติ ในเชิงพาณิชย์ การจดสิทธิบัตร การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่า ฯลฯ ในเชิงสังคม การนำไปใช้วางแผนนโยบาย ที่สำคัญคือควรระบุให้ได้ชัดเจนว่ามีใครหรือกลุ่มใดที่ได้ประโยชน์จากวิจัย 

8. ระเบียบวิธีวิจัย 

       ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยในแต่ละข้อตามลำดับ อธิบายขั้นตอนการวิจัยอย่างชัดเจน เหมาะสมและครบถ้วนในแต่ละวัตถุประสงค์ ในแต่ละปัญหาจะใช้วิธีใดในการแก้ไข มีการดำเนินกิจกรรมอย่างไร ใช้เครื่องมืออะไร ใครจะเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ฯลฯ การเขียนระเบียบวิธีวิจัยควรให้รายละเอียดที่มากพอเกี่ยวกับขั้นตอนในการดำเนินการวิจัยเพื่อให้เจ้าของแหล่งทุนเห็นว่าแต่ละขั้นตอนประกอบด้วยอะไรบ้าง เช่น 





8.1 วิธีวิจัย นักวิจัยต้องระบุว่าจะเลือกใช้วิธีวิจัยแบบใด เช่น การวิจัยเอกสาร วิจัยแบบทดลอง การวิจัยเชิงสำรวจ การวิจัยเชิงคุณภาพ หรือใช้หลาย ๆ             วิธีรวมกัน 

8.2 แหล่งข้อมูลและประชากรที่จะศึกษา ระบุให้ชัดเจนว่าจะเก็บข้อมูลจากแหล่งใด เช่น เก็บข้อมูลทุติยภูมิ เก็บข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์ หรือเก็บข้อมูลปฐมภูมิจากการสำรวจ การสนทนากลุ่ม การสังเกต การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ฯลฯ และระบุให้ชัดเจนว่าประชากรที่ต้องการศึกษาเป็นใคร มีคุณสมบัติอย่างไร ได้กลุ่มประชากรนี้มาด้วยวิธีใด เช่น วิธีการสุ่มตัวอย่าง ควรอธิบายว่าจะใช้วิธีการสุ่มแบบใด ขนาดตัวอย่างมีจานวนเท่าใด จะเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างได้อย่างไร 

8.3 เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล เช่น แบบสอบถาม แบบสังเกต แบบทดสอบ ฯลฯ ได้เครื่องมือนี้มาอย่างไร มีกระบวนการใดพิสูจน์ว่าเครื่องมือนั้นมีความเที่ยงและความตรง 







8.4 วิธีการเก็บข้อมูล ควรระบุให้ชัดเจนว่าใช้วิธีการเก็บข้อมูลอย่างไร เช่น ใช้วิธีส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ การสัมภาษณ์ การสังเกต หรือการสนทนากลุ่ม ฯลฯ 

8.5 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้เครื่องมือใดในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติประเภทใดที่สามารถตอบวัตถุ ประสงค์ของการวิจัยได้ 

9. ขอบเขตการวิจัย 

       แสดงรายละเอียดขอบเขตของประชากร                 ให้ชัดเจน เช่น พื้นที่ที่ใช้ในการศึกษา ระยะเวลา                ในการศึกษา เนื้อหาในการศึกษา หรือตัวแปรที่               จะศึกษา ผู้วิจัยอาจเขียนโดยแยกเป็นด้าน ๆ เช่น ขอบเขตด้านเนื้อหา ขอบเขตด้านประชากรและ     กลุ่มตัวอย่าง ขอบเขตด้านพื้นที่ และขอบเขตด้านระยะเวลา 

10. งบประมาณของโครงการวิจัย 

       ควรแยกตามหมวดให้ชัดเจน เช่น หมวดค่าจ้าง ค่าใช้สอย ค่าตอบแทน ค่าวัสดุ ฯลฯ ทั้งนี้ต้องศึกษาระเบียบการเบิกจ่ายจากแหล่งทุนสนับสนุนงานวิจัยซึ่งแต่ละแห่งมีเงื่อนต่างกัน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ งบประมาณของโครงการวิจัยต้องสอดคล้องกับ




ระเบียบวิธีวิจัย ไม่มากเกินไปกว่าผลที่จะได้จากการวิจัย ในกรณีที่ต้องนำเสนอโครงการวิจัยประกวดกับผู้อื่น คณะกรรมการพิจารณาข้อเสนอโครงการวิจัยจะดูจากความจำเป็นและความคุ้มค่าจากผลที่ได้รับจากการวิจัย